เบต้าแคโรทีน

ข้อมูลทั่วไป: ในจำนวนสารรงควัตถุให้สีธรรมชาติที่พบในผักและผลไม้ ซึ่งอยู่ในรูปสารประกอบกลุ่มแคโรทีนอยส์ที่เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอนั้น เบต้าแคโรทีนนับเป็นตัวที่มีคนรู้จักและกล่าวถึงกันมากตัวหนึ่ง เบต้าแคโรทีนมีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงในมนุษย์ (1, 3, 7, 9, 10, 11, 12) โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ (3,13) นอกจากจะใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างวิตามินเอแล้ว เบต้าแคโรทีนยังทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(แอนตี้ออกซิเดนท์) อีกด้วย (3, 9-13) เนื่องด้วยเบต้าแคโรทีนมีประสิทธิภาพสูงในการเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ (โปรวิตามินเอ) จึงทำให้มันเป็นที่สนใจของเหล่านักวิจัยทั้งหลาย แต่จากงานศึกษาวิจัยล่าสุดกลับพบว่า มีสารอื่นในกลุ่มแคโรทีนที่มีฤทธิ์เป็นแอนตี้ออกซิเดนท์มากกว่าแคโรทีนอีก(3) นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมจึงมีการแนะนำให้บริโภคแบบผสมกันหลายตัว มากกว่าที่จะเลือกบริโภคแค่ตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามเบต้าแคโรทีนนับเป็นแคโรนอยส์ที่พบมากที่สุดในธรรมชาติ และยังค้นพบว่ามันมีส่วนช่วยในการรักษาโรคและอาการต่างๆหลายอย่าง จึงมีการทดลองบางส่วนที่ค้นคว้าไม่นานมานี้ลองใช้เบต้าแคโรทีนในการเพิ่มภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคเอดส์อีกด้วย (1, 8)

 

แหล่งอาหาร: เบต้าแคโรทีนพบมากใน ผักใบเขียว แครอท ผักโขมฝรั่ง บรอคโคลี่ ฟักทอง แอปริ คอท มันฝรั่งหวาน สาหร่าย และอื่นๆ (3)

 

ประโยชน์: ประโยชน์ต่างๆที่เกิดจากเบต้าแคโรทีนนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในการเป็นแอนตี้ออกซิเดนท์ที่ช่วยในการป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ และความเครียดที่เกิดจากปฎิกริยาการเติมออกซิเจน(ออกซิเดชั่น) นอกจากนี้เบต้าแคโรทีนยังเป็นสารตั้งต้นที่ใช้เปลี่ยนเป็นวิตามินเอ รวมทั้งช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน อันเป็นประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคหลายชนิด ซึ่งโรคต่างๆที่เบต้าแคโรทีนสามารถช่วยได้ :

 
  • สิว
  • เอดส์
  • ต้อกระจก
  • การได้รับพิษจากสารเคมี
  • ความสื่อมของกล้ามเนื้อในลูกตา
  • อาการไวต่อแสง
  • อาการขาดวิตามินเอ
  •  ป้องกันอันตรายจากรังสียูวี

อาการเมื่อขาด: ถึงแม้ว่าเบต้าแคโรทีนนั้นเป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญสำหรับสุขภาพของมนุษย์เรา แต่กลับไม่พบว่ามีรายงานของการขาดเบต้าแคโรทีนเลย แม้ว่าการวิจัยจำนวนมากจะระบุว่าการเสริมด้วยเบต้าแคโรทีนใช้ในคนที่มีอาการขาดวิตามินเอ อย่างไรก็ตามยังคงไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดที่แสดงถึงอาการขาดเบต้าแคโรทีน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการทั้งหลาย ต่างก็แนะนำว่าเราควรรับประทานเบต้าแคโรทีนเข้าสู่ร่างกายโดยการบริโภคผักสดและผลไม้สด

 

ขนาดรับประทาน:บางส่วนของเบต้าแคโรทีนที่เรารับประทานเข้าไปนั้น จะเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ ขนาดรับประทานของวิตามินเอเพื่อรักษาสุขภาพโดยทั่วไปคือ 5,000 หน่วยสากล (IU) ซึ่งเทียบเท่ากับเบต้าแคโรทีน 3 มิลลิกรัม และสำหรับปริมาณที่สมเหตุสมผลของเบต้าแคโรทีน ที่แนะนำให้รับประทานต่อวันเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงคือ 15 มิลลิกรัม ในขณะที่การรับประทานเพื่อหวังผลในรักษาจะต้องได้รับในปริมาณมากกว่านี้

 

ผลข้างเคียง: แม้ว่าวิตามิน เอ อาจเป็นพิษได้ถ้ารับประทานในปริมาณที่สูงกว่า 25,000 หน่วยสากล(IU) ต่อวัน แต่ไม่พบว่าเบต้าแคโรทีนมีความเป็นพิษ เมื่อรับประทานในปริมาณสูง (4)

 

ปฎิกริยากับสารอื่น: ไม่พบรายงานว่าปฎิกริยาของเบต้าแคโรทีนกับยา สมุนไพร รวมทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ

 
เอกสารอ้างอิง:
  1. Fryburg DA, et.al. The effect of supplemental beta-carotene on immunologic indices in patients with AIDS: a pilot study. Yale J Biol Med. 1995; VOL 68, ISS 1-2: 19-23.
  2. Albanes D, et.al. Effects of supplemental beta-carotene, cigarette smoking, and alcohol consumption on serum carotenoids in the Alpha-Tocopherol, Beta-Carotene Cancer Prevention Study. Am J Clin Nutr. 1997; VOL 66, ISS 2: 366-72.
3. van den Berg H and van Vliet T. Effect of simultaneous, single oral doses of beta-carotene with lutein or lycopene on the beta-carotene and retinyl ester responses in the triacylglycerol-rich lipoprotein fraction of men. Am J Clin Nutr. 1998 Jul; 68(1):82-9.
  4. Murray M.T. Vitamin A and Carotenes. In: Encyclopedia of Nutritional Supplements. 1996, USA: Prima Publishing. pp 19-38.
  5. Zhi J, et.al. The effect of orlistat, an inhibitor of dietary fat absorption, on the pharmacokinetics of beta-carotene in healthy volunteers. J Clin Pharmacol. 1996; VOL 36, ISS 2: 152-9.
6. Umegaki K., et.al. Simultaneous dietary supplementation of sodium cholate and beta-carotene markedly enhances accumulation of beta-carotene in mice. J Nutr. 1995; VOL 125, ISS 12: 3081-6.
7. Kornhauser A., et.al. beta-Carotene inhibition of chemically induced toxicity in vivo and in vitro. Food Chem Toxicol. 1994; VOL 32, ISS 2: 149-54.
8. Bianchi-Santamaria A., et.al. Possible activity of beta-carotene in patients with the AIDS related complex (ARC). Int Conf AIDS. 1993 Jun: 6-11.
9. Cooper DA, Eldridge AL and Peters JC. Dietary carotenoids and certain cancers, heart disease, and age-related macular degeneration: a review of recent research. Nutr Rev. 1999 Jul; 57(7):201-14.
  10. West S., et.al. Are antioxidants or supplements protective for age-related macular degeneration? Arch Ophthalmol. 1994 Feb; 112(2):222-7.
  11. Snodderly DM. Evidence for protection against age-related macular degeneration by carotenoids and antioxidant vitamins. Am J Clin Nutr. 1995 Dec; 62(6 Suppl):1448S-1461S.
  12. Jacques PF and Chylack LT Jr. Epidemiologic evidence of a role for the antioxidant vitamins and carotenoids in cataract prevention. Am J Clin Nutr. 1991 Jan; 53(1 Suppl):352S-355S.
  13. van den Berg H. Carotenoid interactions. Nutr Rev. Jan 1999; 57(1): 1-10.
  14. Olson R, ed., Nutrition Reviews


Copyright © 2000 E-sense Ltd.
99/3-4 Ratanachart Bldg. Moo 8, Km 2.7
Bangna-Trad Rd., Bangkok 10260, Thailand


Reviewed: 1 Jun 2001