น้ำมันปลา

ข้อมูลทั่วไป: น้ำมันปลาสามารถสกัดได้จากส่วนของเนื้อและกระดูกของปลาทะเล น้ำมันปลาเป็นที่แหล่งอุดมสมบรูณ์ของกรดไขมันจำเป็นไม่อิ่มตัวชนิดสายยาวในกลุ่มของโอเมก้า-3 (Omega-3) ซึ่งประกอบด้วย EPA หรือ อี พี เอ (eicosapentaenoic acid) และDHA หรือ ดี เอช เอ (docosahexaenoic acid) น้ำมันปลาส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นอาหารเสริมจะประกอบด้วย อี พี เอ 18 % และ ดี เอช เอ 12 % ซึ่งส่วนใหญ่น้ำมันปลาที่มีขายทั่วไปจะสกัดจากปลาหลายชนิด แต่น้ำมันปลาที่สกัดจากปลาทะเลโดยระบุชนิดของปลาเป็นพิเศษก็มีขาย เช่น น้ำมันจากปลาทูน่าและปลาซาลมอน ชนิดของปลาที่ต่างกันก็จะมีองค์ประกอบของ อี พี เอ และ ดี เอช เอ ในอัตราส่วนที่แตกต่างกันดังตารางที่ 1 กรดไขมันโอเมก้า-3 สามารถพบได้ในแหล่งอื่น เช่น น้ำมันจากเมล็ดแพล็คที่ได้จากต้นแฟล็คที่นำมาทำผ้าลินิน กรดไขมันทั้งโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ต่างก็เกี่ยวข้องกับการสร้างโพรสต้าแกลนดิน (Prostaglandin เป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมน) ซึ่งสัดส่วนที่เหมาะสมของโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 คือ 4 :1 อี พี เอ ถือเป็นองค์ประกอบหลักของโอเมก้า 3 ซึ่งพบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพมาเป็นเวลานานหลายปี ในขณะที่ดี เอช เอ แทบจะไม่มีการกล่าวถึงการใช้ประโยชน์กันเลย ปัจจุบันหลายการทดลองจึงให้ความสนใจกับ ดี เอช เอ และกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบทางคลินิก ซึ่งพบว่าดี เอช เอนั้นมีประโยชน์และไม่ใช่หัวข้อที่น่าเพิกเฉยอีกต่อไป

 

แหล่งของน้ำมันปลา: ปลาทะเล

ตารางที่1: เปรียบเทียบระหว่างดี เอช เอ และ อี พี เอ ทีมีในน้ำมันสกัดในปลาแต่ละชนิด

 
ปลา
ดี เอช เอ (มก./100 กรัม)
อี พี เอ (มก./100 กรัม)
ปลาทูน่า (Tuna)
2877
1288
Short-bodied Mackerel
1718
1214
Sardine
1136
1381
Trout
983
247
Salmon
820
492
Eastern Little Tuna
310
78
จาก: INFOFISH INTERNATIOAL 4/93
 

ประโยชน์: สารดี เอช เอ มีบทบาทสำคัญในขณะตั้งครรภ์และการพัฒนาของทารก รวมทั้งให้ผลดีในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยทางจิต และผู้ป่วยด้วยโรค Perosoximal disorder ส่วน EPA เป็นสารที่มีประโยชน์อย่างมากในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัวหัวสิวและลดปัญหาการอักเสบ นอกจากนี้น้ำมันปลายังใช้เสริมสำหรับป้องกันโรคหลายชนิดต่อไปนี้

  • ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง
  • ความดันเลือดสูง
  • โรคหัวใจ
  • ไขมันชนิดความหนาแน่นต่ำ(LDL) ปริมาณสูง
  • การตั้งครรภ์
อาการเมื่อขาด: อาหารสมัยใหม่มีปริมาณกรดไขมันจำเป็นน้อยกว่าอาหารในอดีต แพทย์จึงเชื่อว่าคนทั่วไปจะบริโภคน้ำมันโอเมก้า-3 ไม่เพียงพอ
 
ขนาดรับประทาน: ปริมาณสูงสุดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันโดยไม่จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัว คือ 900 มิลลิกรัมต่อวัน
 

ผลข้างเคียง: การรายงานเกี่ยวกับปัญหาในการบริโภคน้ำมันปลาที่น่าวิตกนั้นไม่พบ แต่ถ้ารับประทานในปริมาณสูงอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และการเรอ และในบางครั้งอาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานน้ำมันปลา

 

ปฎิกริยากับสารอื่น: น้ำมันปลาจะถูกทำลายได้โดยง่ายโดยออกซิเจน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเติมวิตามิน อี ซึ่งเป็นแอนตี้ออกซิเดนท์ลงไปในปริมาณเล็กน้อยเพื่อป้องการหืนของน้ำมันปลา การใช้น้ำมันปลาร่วมกับจะเพคตินช่วยลด LDL คอเลสเตอรอสได้ดีขึ้น

 
เอกสารอ้างอิง:
  1. Murray MT. Essential Fatty Acid Supplementation. In: Encyclopedia of Nutritional Supplements. USA: Prima Publishing, 1996, 249-278.
  2. Nettleton JA. Omega-3 fatty acids: Comparison of plant and seafood sources in human nutrition. J Am Diet Assoc. 1991; 91:331-7.
3. Leaf A and Weber PC. Cardiovascular effects of n-3 fatty acids. N Engl J Med. 1988; 318: 549-57.
  4. Omega-3 Triglycerides. In: Martindale 30th edition Vol1, 991-2.
  5. Bonaa KH., et al. Effects of eicosapentaenoic and docosahexaenoic acids on blood pressure in hypertension: a population-based intervention trial from the Tromso study. N Engl J Med. 1990; 322: 795-801.
6. Shealy CN, ed. Fish oil. In:The Illustrated Encyclopedia of Healing Remedies. Dorset: Element Books Limited, 1998: 269.
7. Cobias L. et al. Lipid, lipoprotein, and homeostatic effects of fish vs fish oil w-3 fatty acids in mildly hyperlipidemic males. Am J Clin Nutr. 1991; 53: 1210-1216.


Copyright © 2000 E-sense Ltd.
99/3-4 Ratanachart Bldg. Moo 8, Km 2.7
Bangna-Trad Rd., Bangkok 10260, Thailand


Reviewed: 1 Jun 2001