กรดโฟลิค

ข้อมูลทั่วไป: กรดโฟลิคเป็นสารอาหารในกลุ่มของวิตามินบี ซึ่งถูกจัดลำดับให้เป็นวิตามินบี 9 (1) กรดโฟลิคอาจอยู่ในรูปสารประกอบชนิดอื่นและมีชื่อเรียกต่างๆกันไป เช่น โฟเลท (folate), โฟเลซิน (folacin), แอดซิดัมโฟลิคัม (acidum folicum) และโฟลินไซร์ (folinsyre) (2, 5) กรดโฟลิคมีหน้าที่ในการสังเคราะห์สารพันธุกรรม (DNA) และควบคุมการสร้างกรดอะมิโน (Amino Acids) ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของโปรตีน กรดโฟลิคเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมที่บริเวณลำไส้เล็ก จากนั้นจะถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และในที่สุดจะถูกขับออกจากร่างกายไปกับปัสสาวะในรูปของโฟเลท ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับที่พบในน้ำนมมารดา (2) แต่จากการวิจัยกลับพบว่า ร่างกายสามารถดูดซึมกรดโฟลิคในรูปผลึกได้ดีกว่าโฟเลทในรูปของอาหาร

 
แหล่งอาหาร: โฟเลทสามารถพบได้ในอาหารทั่วไป แต่แหล่งอาหารที่พบโฟเลทหรือกรดโฟลิคได้มากคือ ผักสีเขียว ถั่วต่างๆ ส้ม ยีสต์ที่ใช้ในการผลิตเบียร์และตับ (5) นอกจากพบในอาหารแล้วเรายังพบกรดโฟลิคในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และพบเป็นส่วนประกอบเสริมในผลิตภัณฑ์อาหารหลายอย่าง
 

ปริมาณกรดโฟลิคในอาหารแต่ละชนิด (10)

อาหาร
ปริมาณกรดโฟลิค
(ไมโครกรัมต่อ100 กรัม)
ยีสต์ที่ใช้ในการผลิตเบียร์
2,400
จมูกข้าวสาลี (วีท เจอร์ม)
310
ข้าวสาลี
260
ถั่วที่มีเปลือกแข็ง
110
ตับหมู
110
ผักใบเขียว
90
เมล็ดถั่วอื่นๆ
80
ขนมปังที่ทำจากข้าวที่ไม่ขัดสี(โฮลมีล)
39
ไข่
30
ขนมปัง
27
ปลา
26
กล้วย
22
มันฝรั่ง
14


ประโยชน์:
กรดโฟลิคถือได้ว่าเป็นสารอาหารที่สำคัญตัวหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ใหม่ และมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างโครงสร้างที่แข็งแร็งสมบูรณ์ของเซลล์ เราจะวัดปริมาณของโฟเลทในเม็ดเลือดแดงเพื่อเป็นการทำนายภาวะการตั้งครรภ์ของสตรี (1) ทั้งนี้เพราะว่าการได้รับปริมาณกรดโฟลิคหรือโฟเลทอย่างเพียงพอ จะสามารถป้องกันความพิการทางสมองในเด็กทารกแรกเกิดได้

 

อาการเมื่อขาด: เมื่อมีการขาดโฟเลทจะเกิดความบกพร่องต่อไปนี้

  • ภาวะโลหิตจาง (Megaloblastic anemia หรือ Macrocytic anemia) (1, 2, 3, 5) : ภาวะโลหิตจางชนิดนี้เกิดขึ้นเพราะมีการปล่อยเม็ดเลือดแดงที่ยังไม่โตเต็มที่ออกมาล่องลอยในกระแสเลือด เนื่องจากมีเม็ดเลือดแดงที่โตไม่เต็มที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเม็ดเลือดแดงที่โตไม่เต็มที่นี้จะมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดงปกติที่โตเต็มที่แล้ว
  • ความพิการทางสมอง (Neural tube defect) (3, 5, 6) : คือความผิดปกติในการก่อรูปของระบบเส้นประสาทในกระดูกสันหลังของเด็กแรกเกิด เมื่อแม่ขาดโฟเลท หรือกรดโฟลิคจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองและประสาทต่ำ อันเนื่องมาจากกระดูกสันหลังมีการก่อรูปและปิดไม่สนิท
  • จากการสังเกตพบได้ว่ามะเร็งบางชนิดจะเติบโตได้ดีเมื่อร่างกายขาดกรดโฟลิค (4, 5)
  • ภาวะการมีสารโฮโมซีสเทอีนสูงเกินปกติ (Homocysteinemia) : ภาวะนี้เกิดเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณสารโฮโมซีสเทอีนในกระแสโลหิต สารดังกล่าวเป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ขณะที่เกิดการสันดาปของกรดอะมิโน ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้จะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ไขมันอุดตันในหลอดเลือดสมอง และเกิดโลหิตแข็งตัวเป็นก้อนอุดตันทางเดินของกระแสโลหิตในเส้นเลือดบริเวณรอบนอกตามแขนขา และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอีกที่จะตามมาคือ การมีคอเลสเตอรอสเพิ่มขึ้น ความดันเลือดสูง และเบาหวาน (5)
ขนาดรับประทาน: ค่ามาตรฐานที่แนะนำให้ผู้บริโภครับประทานต่อวัน(RDA) สำหรับกรดโฟลิคจะแบ่งตามอายุดังแสดงในตาราง

กลุ่มบุคคล
ช่วงอายุ(ปี) / สภาวะ
ปริมาณโฟเลท
(ไมโครกรัม)
ทารก
0.0-0.5
25
0.5-1.0
35
เด็ก
1-3
50
4-6
75
7-10
100
ผู้ชาย
11-14
150
15 ปีขึ้นไป
200
ผู้หญิง
11-14
150
15 ปีขึ้นไป
180
ตั้งครรภ์
400
ให้นมบุตร  ช่วง 6 เดือนแรก
280
ช่วง 6 เดือนหลัง
260

ขนาดรับประทานในการป้องกันโรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงใหญ่กว่าปกติ (Megaloblastic anemia) ในสตรีมีครรภ์คือ 200-500 ไมโครกรัมต่อวัน หากต้องการเพื่อเสริมกรดโฟลิคให้แก่ร่างกายในคนที่ขาดควรรับประทาน 250-1000 ไมโครกรัมติดต่อกันหนึ่งเดือนจนกระทั่งมีการตอบสนองจากกระบวนการสร้างเม็ดเลือดที่สมบรูณ์ แล้วเปลี่ยนมารับประทานในขนาดที่ลดลงเหลือ 400ไมโครกรัมต่อวันแทน (2) โฟเลทเป็นสารอาหารจำเป็นในนมมารดาที่ใช้เลี้ยงทารก จากรายงานแสดงให้เห็นว่าทารกที่ได้รับการเลี้ยงดูให้ดื่มนมมารดาจะได้รับโฟเลทจากนมมารดาปริมาณเฉลี่ย 80 ไมโครกรัมต่อวัน และในสตรีให้นมบุตรจะต้องการโฟเลทเพิ่มในปริมาณ 150-200 ไมโครกรัมต่อวันเพื่อเสริมให้เพียงพอต่อทั้งมารดาและทารก (9)

 

ผลข้างเคียง: โดยปกติแล้วร่างกายคนเรานั้นทนต่อโฟเลท หรือกรดโฟลิคได้ดี มีการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการรับประทานโฟเลท หรือกรดโฟลิคมากถึง 5,000 ไมโครกรัมต่อวันนั้นไม่เกิดผลข้างเคียงในผู้กินเลย (9) ซึ่งนั่นหมายความว่าการรับประทานโฟเลทวันละ 400 ไมโครกรัมย่อมปลอดภัยต่อผู้บริโภค แต่ผลข้างเคียงอาจเกิดขึ้นได้ในรายที่มีการรับประทานโฟเลทมากกว่าค่า RDA 10 เท่าติดต่อกันนานถึงหนึ่งเดือน(1)

 

ปฎิกริยากับสารอื่นๆ: กรดโฟลิคจะทำงานได้ดีเมื่อร่วมกับวิตามินบี 12 วิตามินบี 6 และโคลีน (13) สารอื่นที่มีผลต่อปริมาณกรดโฟลิคในร่างกายคือ ยาระงับอาการชัก ยาคุมกำเนิด ยารักษาวัณโรค แอลกอฮอล์และสารในกลุ่มที่มีฤทธิ์ต่อต้านกรดโฟลิค สารเหล่านี้ล้วนมีผลทำให้เกิดอาการขาดโฟเลทได้ (2)

 
เอกสารอ้างอิง:
  1. USP DI : 1412-1414.
  2. William M. Folic acid. In: Martindale Extra Pharmacopoeia. 1994, Info Access & Distribution Pte Ltd., Singapore, pp.: 1039-1040.
3. Stites T.E. et.al. Kinetic modeling of folate metabolism through use of chronic administration of deuterium-labeled folic acid in men. Am. J. Clin. Nutr. 1997; 65: 53-60.
  4. Kim Y. et.al. Folate deficiency in rats induces DNA strand breaks and hypomethylation within the p53 tumor suppressor gene. Am. J. Clin. Nutr. 1997; 65: 46-52.
  5. Folic acid: A micronutrient worth attention. In: Nutrireview. Issue 4/ 1996: 1-2.
6. Molloy A.M. Thermolabile variant of 5, 10-methylenetetrahydrofolate reductase associated with low red-cell folate: implications for folate intake recommendations. The Lancet. Vol. 349. May 31, 1997: 1591-1593.
7. Bailey L.B. Dietary Reference Intakes for Folate: The Debut of Dietary Folate Equivalents. Nutrition Reviews, Vol. 56, No. 10; October 1998: 294-299.
8. Recommended Dietary Allowances. 10th edition, National; Academy Press, Washington, D.C. 1989.
9. Glade M.J. Workshop on Folate, B12, and Choline. Nutrition. Vol.15, No.1, 1999: 92-96.
  10. Walji H. Health Essentials: Vitamin Guide.1996. Element Books, Inc., USA. pp: 117-120.
  11. Brown J.E., et al. Predictors of red cell folate level in women attempting pregnancy. JAMA, Feb 19, 1997; 548-52.
  12. Murray M.T. and Pizzorno J.E. Anemia. In: Encyclopedia of Natural Medicine revised 2nd edition 1998. Prima Publishing, USA. pp.233-241.
  13. Murray M.T. Folic acid. In: Encyclopedia of Nutritional Supplements. 1996. Prima Publishing, USA. pp.119-126.


Copyright © 2000 E-sense Ltd.
99/3-4 Ratanachart Bldg. Moo 8, Km 2.7
Bangna-Trad Rd., Bangkok 10260, Thailand


Reviewed: 1 Jun 2001