กระเทียม

ชื่อวิทยาศาสตร์: Allium sativum L. (1)

 

ชื่อสามัญ: Allii sativi bulbs (1)

 

ข้อมูลทั่วไป: เมื่อคิดถึงกระเทียมสิ่งแรกที่คนทั่วไปจะนึกถึงก็คือ กลิ่นฉุนที่แสนจะรุนแรงของมัน และอาจทำให้บางคนคิดเลยไปถึงอาหารที่มักมีกระเทียมเป็นเครื่องเทศประกอบด้วยเช่น อาหารไทย อาหารอิตาเลียน และอาหารอินเดีย กระเทียมไม่ได้เป็นแค่เครื่องเทศหรือเครื่องปรุงเท่านั้น แต่ด้วยคุณสมบัติดีๆหลากหลายของกระเทียม ทำให้เจ้าพืชจอมฉุนนี้ถูกใช้เป็นพืชสมุนไพรบำรุงสุขภาพและเป็นอาหารเสริมด้วย นักวิจัยคาดว่ากระเทียมน่าจะมีต้นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียกลาง (2) เนื่องจากมีการค้นพบเอกสารทางการแพทย์ที่เขียนใส่กระดาษปาปิรุสของชาวอียิปต์ที่เขียนขึ้นราวปี 1550 ก่อนคริสตศักราช ซึ่งนับเป็นข้อมูลที่เก่แก่ที่สุดที่บรรยายถึงกระเทียม และสูตรในการรักษาโรคที่มีกระเทียมเป็นองค์ประกอบถึง 22 สูตรด้วยกัน (1) ในช่วงเวลานั้นกระเทียมรู้จักกันในฐานะพืชที่เพาะปลูกเพื่อใช้สารพัดประโยชน์ จนในปัจจุบัน มีงานวิจัยและข้อมูลวิทยาศาสตร์จำนวนมากตีพิมพ์เกี่ยวกับประวัติของกระเทียม (2-5) สิ่งที่น่าคิดก็คือการนำกระเทียมไปประยุกต์ใช้ของคนทั่วไป รวมทั้งใช้การทำยาพื้นบ้านนั้นมักเกี่ยวข้องกับศาสนา หรือเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์หรือความลึกลับเสมอ (10, 11)

 

ส่วนที่ใช้: หัว กลีบ

 

ประโยชน์: สูตรยาโบราณและยาพื้นบ้านกล่าวอ้างว่ากระเทียมถูกใช้เพื่อเป็นยาขับลม ยาขับเสมหะ ใช้ยับยั้งการแข็งตัวของเกล็ดเลือด และแก้อาการชักกระตุก (1, 2, 3) สำหรับความเชื่อโบราณคิดว่าการรับประทานกระเทียมสดทุบทั้งกลีบจะช่วยเรื่องอาการอ่อนเพลียและสมรรถภาพทางเพศได้ นอกจากนี้กระเทียมยังมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์มากมายทั้งคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะ ป้องกันอาการแพ้ที่เกิดจากสารฮิสตามีน และคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ประสิทธิภาพสูง (1-7, 9) ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้กระเทียมใช้เป็นอาหารที่ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการและโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิด

 
  • ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
  • การติดเชื้อที่หู
  • พยาธิลำไส้
  • ความดันโลหิตสูง
  • คอเลสเตอรอลสูง
  • การเกิดลิ่มเลือด หรือการเกาะกันของเลือด และไปอุดตันเส้นเลือด
  • หลอดเลือดแข็ง
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน
  • ลดการเสียงต่อการเป็นมะเร็งบางชนิด
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
  • ลดการเกิดอาการในโรคภูมิแพ้และไข้จากการแพ้ละอองเกสร

ขนาดรับประทาน: สำหรับสูตรโบราณดั้งเดิมจะกินกระเทียมแบบสดๆ ทั้งกลีบ คั้นเอาน้ำมาดื่มต้มกินกับนม หรือนำมาประกอบอาหาร สำหรับกระเทียมรูปแบบอื่นที่ขายอยู่ในท้องตลาดนั้นจะเป็นแบบน้ำมันหรือแบบผง ซึ่งเมื่อนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะมีให้เลือกบริโภคหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบน้ำมันหรือแบบผงแห้งโดยตรง ตอกเป็นเม็ด ใส่แค็ปซูลปลอกแข็ง หรือบางครั้งก็ใส่แค็ปซูลนิ่ม โดยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากกระเทียมเหล่านี้มักอ้างถึงสรรพคุณของสารตัวหนึ่งที่พบในกระเทียมนั่นคือ อัลลิซิน  (Allicin) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการรักษาที่สกัดได้จากกระเทียม (1, 3, 4, 6, 9, 12) และอัลลิซินนั่นเองที่เป็นตัวการให้กระเทียมมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ฉุนและรุนแรง ในอุตสาหกรรมยาจะนำสารตัวอื่นมาใช้แทนอัลลิซิน (Allicin) สารที่ว่านี้คือ อัลลิอิน (Alliin) เนื่องจากอัลลิอินเป็นสารประกอบที่ไม่มีกลิ่นของกระเทียม ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นอัลลิซินได้ภายหลังในร่างกายมนุษย์ (1, 3, 12) ขนาดรับประทานของกระเทียมถ้ารับประทานแบบสดๆ ควรทานวันละ 4 กรัม ส่วนขนาดรับประทานที่แนะนำสำหรับกระเทียมที่ขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปผงควรได้รับวันละ 400-1,200 มิลลิกรัม (1, 9) และถ้าเป็นอัลลิอินสกัดควรเป็น 4-12 มิลลิกรัมต่อวัน (หรือเทียบเท่าอัลลิซิน 2-5 มิลลิกรัม) (1, 9, 12)

 

ผลข้างเคียง: กระเทียมถูกใช้อย่างแพ่รหลายเพื่อเป็นเครื่องเทศ เครื่องปรุงและยังคงไม่มีใครพบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรังจากการใช้กระเทียมเลย สิ่งเดียวที่เป็นผลข้างเคียงที่ไม่น่าพอใจของกระเทียมคือกลิ่นอันรุนแรงของมันนั่นเอง กลิ่นของกระเทียมสามารถซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดและแพ่รกระจายไปตามรูขุมขนของร่างกาย ซึ่งจะทำให้คนที่บริโภคกระเทียมมากๆจะมีกลิ่นตัวที่แรงได้

 

ปฎิกริยากับสารอื่น: พบว่าหากรับประทานกระเทียมควบคู่ไปกับน้ำมันปลา จะให้ผลส่งเสริมกันอย่างดีในการรักษาอาการไขมันคอเลสเตอรอลสูง และช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (13, 14) นอกจากนี้กระเทียมยังมีปฎิกริยาเสริมกันอย่างรุนแรงกับยาในกลุ่มวอร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด (4, 9) เพราะกระเทียมเองก็ยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือดซึ่งมีผลต่อต้านการแข็งตัวของเลือดเช่นกัน

 
เอกสารอ้างอิง:
  1. British Herbal Compendium Vol. I (1992) British Herbal Medicine Association: 105-108.
  2. Hyams E. Plants in the service of man: 10,000 years of domestication. 1971, J.M. Dent & Sons, London.
3. Koch H.P. Garlic-The Science and Therapeutic and Related Species. 2nd edition 1996, Williams & Wilkins, USA.
  4. Newall C.A., et al. Herbal Medicines-A Guide for Healthcare Professionals. 1996, The Pharmaceutical Press, London, UK.
  5. Fulder S. and Blackwood J. Garlic: nature's original remedy. 1991, Healing Art Press, Rochester, Vermont.
6. Reuter H.D. and Sandl A. Allium sativum and Allium ursinum: chemistry, pharmacology and medicinal applications. Economic and Medical Plant Research, 1994; 6: 56-113.
7. Weber N. D., et al. In vitro virucidal effects of Allium sativum extract and compounds. Planta Medica, 1992; 58:,417-423.
8. Bordia A., Verma S.K. and Srivastava K.C. Effects of garlic (Allium sativum) on blood lipids, blood sugar, fibrinogen and fibrinolytic activity in patients with coronary artery disease. Prostaglandins Leukot Essent Fatty Acids, 1998; 58(4): 257-263.
9. Herbs in Perspective. Complementary Healthcare Council of Australia.: 12-13.
  10. Seligmann S. Der böse Blick and Verwandtes. Ein Beitrag zur Geschichte des Aberglaubens aller Zeiten and Völker. 1910, Hermann Barsdorf, Berlin.
  11. Haltrich J. and Wolff J. Zur Volkskunde der Siebenbürger Sachsen., 1885, Carl Graeser, Vienna.
  12. Murray M. and Pizzorna J. Encyclopedia of natural medicine. Revised 2nd edition, 1998, Prima Publishing, USA. pp: 355-356.
  13. Adler A.J. and Holub B.J. Effect of garlic and fish-oil supplementation on serum lipid and lipoprotein concentrations in hypercholesterolemic men. Am J Clin Nutr, Feb, 1997; 65(2):445-50.
  14. Morcos N.C. Modulation of lipid profile by fish oil and garlic combination. J Natl Med Assoc, Oct, 1997; 89(10):673-8.


Copyright © 2000 E-sense Ltd.
99/3-4 Ratanachart Bldg. Moo 8, Km 2.7
Bangna-Trad Rd., Bangkok 10260, Thailand


Reviewed: 1 Jun 2001