สารสกัดจากเมล็ดองุ่น

ชื่อวิทยาศาสตร์: Vitis vinifera L. (1, 5)

 

ชื่อสามัญ: องุ่นเถา (grape vine หรือ grapevine) และองุ่นยุโรป (European grape) (5,6-9)

 

ข้อมูลทั่วไป: องุ่นเป็นไม้ยืนต้นชนิดเถาเลื่อยหรือไม้เลื่อย ผลมีเนื้อมากนุ่ม ผลองุ่นมีการเรียงตัวเป็นพวงยาวขนาดใหญ่ (6-9) องุ่นหรือมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vitis vinifera นี้ได้ถูกนำมาศึกษาถึงองค์ประกอบและคุณสมบัติทางเคมีตั้งแต่ยุคต้นๆของศตวรรษที่ 20 จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันซึ่งทำให้พบว่าองุ่นในสายพันธุ์ที่ต่างกันจะมีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกันไปด้วย จากการศึกษาทำให้เรารู้จักสารประกอบทางเคมีจำนวนมากที่สกัดแยกได้จากส่วนต่างๆขององุ่นไม่ว่าเป็นใบ ผล หรือว่าส่วนอื่นๆของต้นองุ่นแต่ในจำนวนสารประกอบทั้งหลายเหล่านี้ มีสารประอบที่น่าสนใจที่สุดที่สกัดได้จากเมล็ดองุ่นคือโอพีซี (OPC) ซึ่งพบว่ามีฤทธิ์โดเด่นในเชิงการรักษาโรค สารโอพีซีเป็นสารประกอบธรรมชาติที่พบได้ในพืชทั่วไป (1, 4) ที่มีชื่อเรียกมากมายหลายชื่อ เช่น โปรแอนโธไซยานิดินส์ (proanthocynaidins), ลิวโคแอนโซไซยานินส์ (leucoantho cynanins), โปรไซยานิดินส์ ( procyanidins), พิคโนจีนอล (pycnogenol) เป็นต้น (1, 2, 5) แหล่งของโอพีซีจากธรรมชาติได้แก่พืชต่างๆซึ่งพืชต่างๆซึ่งพืช 2 ชนิดที่นับว่าเป็นแหล่งสำคัญและได้รับความนิยมในการสกัดโอพีซี คือ เมล็ดองุ่นและเปลือกสน สารออกฤทธ์สำคัญที่สกัดได้จากเมล็ดองุ่นนี้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอางค์

 

ส่วนที่ใช้: เมล็ด

 

ประโยชน์: สารสกัดจากเมล็ดองุ่นจะมีปริมาณสารโอพีซีสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและต่อต้านความเสื่อมสภาพของหลอดเลือด โดยสารโอพีซีจะมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถจับตัวได้ดีกับสารที่มีหน้าที่เพิ่มความแข็งแรง และยืดหยุ่นให้เส้นเลือดจำพวกอีลาสติกไฟเบอร์(Elastic fiber) ได้แก่ คอลลาเจน (Collagen)และอีลาสติน (Elastin) (18-22, 30-32) ซึ่งจะช่วยให้เลือดมีคุณสมบัติทางชีวเคมีได้ดีขึ้น (17) และเอื้อประโยชน์ต่อการบำบัดรักษาโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของเส้นเลือดหลายชนิด เช่น เส้นเลือดฝอยเปราะ การขาดเลือดมาเลี้ยงเส้นเลือดส่วนปลาย เช่น ตามแขนขาชนิดเรื้อรั้ง(18-22, 30-32) นอกจากนี้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นที่มีโอพีซีปริมาณสูง ยังมีคุณสมบัติเป็นแอนตี้อกกซิแดนนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก ซึ่งจะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระไม่ให้ไปส่งผลต่อกระบวนการเร่งการแก่ก่อนวัย จึงทำให้เมล็ดองุ่นสกัดถูกนำมาประยุกต์ใช้ในวงการเครื่องสำอางค์ (5, 24-26) เมล็ดองุ่นสกัดใช้เป็นสารอาหารเสริมสำหรับ

 
  • เส้นเลือดขอด (30, 32)
  • เส้นเลือดฝอยเปราะ (18-22, 31, 32)
  • ความผิดปกติที่จอรับภาพในตา(เรติน่า) ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีการเสื่อมของเส้นประสาท และกล้ามเนื้อลูกตา (30-32)
  • ลดคอเลสเตอรอสในกระแสโลหิต และลดขนาดของคอเลสเตอรอส ที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด (30-32)
  • ต้อกระจก (31, 32)
  • การแก่ก่อนวัย (30-32)

และยังมีรายงานพบอีกว่าสารสกัดจากเมล้ดองุ่นช่วยป้องกันและบรรเทาโรคหัวใจและโรคไขมันอุดตันเส้นเลือดในสมอง (31, 32)

 

อาการเมื่อขาด: แม้ว่าสารโอพีซีจากเมล็ดองุ่นจะไม่นับเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของมนุษย์ แต่ก็มีการแนะนำว่าถ้าบริโภคสารสกัดนี้เป็นอาหารเสริมสุขภาพก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และสามารถสู้กับมลภาวะต่างๆได้ดี มีแพทย์บางท่านได้จ่ายสารสกัดจากเมล็ดองุ่นให้แก่คนไข้ของตนที่มีปัญหาของการมีเลือดมาเลี้ยงไม่พอ อย่างไรก็ตามยังคงไม่มีข่างคราวใดๆที่รายงานถึงอาการขาดสารโอพีซีหรือสารสกัดจากเมล็ดองุ่นเลย

 

ขนาดรับประทาน: สารสกัดจากเมล็ดองุ่นที่มีขายกันในท้องตลาดมีปริมาณของสารโอพีซีอยู่ตั้งแต่ 92 - 95 % (32) โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะมีจำหน่ายแล้วในประเทศฝรั่งเศลมากว่าทศวรรษ ปริมาณของสารสกัดจากองุ่นที่แนะนำให้รับประทานเพื่อประโยชน์ในการป้องกันโรคและช่วยต้านอนุมูลอิสระคือ 50 มิลลิกรัมต่อวัน (31, 32) สำหรับขนาดรับประทานเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคควรเพิ่มขึ้นเป็น 150-300 มิลลิกรัมต่อวัน (22, 28, 30-32)

 

ความปลอดภัย: จากการศึกษาในหนูทดลองให้กินโปรแอนโทไซยานิน หรือโอพีซี แล้วศึกษาความเป็นพิษอย่างฉีบพลันพบว่าค่าแอลดี50(LD50) มีค่ามากกว่า 4,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว แล้วทำการศึกษาความเป็นพิษในด้านอื่นๆก็พบว่าไม่มีผลร้ายใดๆ แม้จะรับประทานในปริมาณสูงมากก็ตาม จากการศึกษาความเป็นพิษเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานโดยทดลองให้สุนัขกินสารสกัดจากเมล็ดองุ่น 60 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวนาน12เดือน และให้หนูกินในขนาดเดียวกันนาน 6 เดือน พบว่าไม่มีอันตรายใดๆ (29, 32) นักวิทยาศาสตร์ยังได้ทดลองศึกษาเรื่องความเป็นพิษในเชิงก่อมะเร็งและการกลายพันธุ์ พบว่ามีความปลอดภัยรวมทั้งไม่มีผลใดๆต่อการเป็นหมัน และเมื่อมารดารับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่นก็ไม่มีผลร้ายใดๆต่อทารกทั้งก่อนและหลังคลอด (29)

 

ปฎิกริยากับสารอื่น: ยังคงไม่ปรากฎรายงานเกี่ยวกับปฎิกริยาของสารโอพีซีจากเมล็ดองุ่นสกัดกับยา อาหารเสริมหรือพืชสมุนไพรใด (33)

 
เอกสารอ้างอิง:
  1. Haslam, E. (1989) Plant polyphenols P. 14-15, Cambridge University Press, New York.
  2. Masqueh’er, J., Michaud, J., Laparra, J., and Dumon M.C. (1979).Int. J. Vitamin Nutrition Research Vol. 9 : 307-311.
3. Mitcherva M, et.al. Biochemical and morphological studies on the effects of anthocyans and vitamin E on carbon tetrachloride induced liver injury. Cell Mol. Bio 1993 ; 39(4) : 43-448.
  4. Maffei F et.al. Free radical scavenging action and anti-enzyme activities of procyanidins from Vitis Vinifera. A mechanism for their capillary protective action. Arzn forsch 1994; 44 : 592-601.
  5. Bombardelli E., and Morazzoni P. Vitis vinifera L. Fitoterapia. vol. LXVI, No.4, 1995: 291-316.
6. "The Wealth of Indea: Raw Materials", vol X (Sp-W), Publications and Imformation Directorate, CSIR, New Delhi, 1976, pp 526-559.
7. Hegi G., "Illustrate Flora von Mittel-Europa", C. Hanser, München, Band V/1. Teil, 1925 (Reprint 1965), pp 359-426.
8. Duke J.A., du Cellier J.L., "CRC Handbook of Alternative Cash Crops", CRC Press, Inc., 1993, pp 460-464.
9. " Flora of the USSR.", vol XIV, B.K. Shishkin, E-G. Bobrov (Eds), Izdatel’stvo Academii Nauk SSSR, Moskva-Leningard, 1949. Translated from Russian, Israel Program for Scientific Translations, Jerusalem, 1974, pp 516-538.
  10. Ribéreau-Gayon P., Milhé J.-C., Comples rendus 250, 591 (1960).
  11. Joslyn M.A., Dittmar H.F.K., Mitt.Rebe Wein, Obstbau Fruechteverwert., 17, 92, 1967; C.A. 67, 97657p.
  12. Weinges K., Kaltenhäuser W., Marx H.D., Nader E., Nader F., Perner J., Seiler D., Liebigs Ann Chem. 711, 184 (1968).
  13. Manitto P., "Biosynthesis of natural products", Ellis Horwood Limited, 1982.
  14. Weinges K., Piretti M.V., Liebigs Ann Chem. 748, 218 (1971).
  15. Ricardo Da Silva J.M., Riguad J., Cheynier V., Cheminat A., Moutounet M., Phytochemistry. 30, 1259 (1991).
  16. Bombardelli E., GB 1, 541, 459.
  17. Robert L., Godeau G., Gavignet-Jeannin G., Groult N., Six C., Robert A.M., Path Biol. 38, 608, (1990).
  18. Datenuc J.Y., Marache P.,Choussat H., Bordeaux Med. 13, 903 (1980).
19. Thébaut J.F., Thébaut P., Vin F., Gozette Médicale. 92, 96 (1985).
20. Carbé C., Boissin J.P. Siou A., J. Fr. Ophtalmol. 11, 453 (1988).
21. Lagrue G., Oliver-Martin F., Grillot A., Sem. Hôp. Paris 57, 1399 (1981).
22. Delacroix P., La Revue de Médicine n. 27-28, 1793 (1981).
23. Wegrowski J., Robert A.M., Mocza M. Biochem Pharmacol. 33, 3491 (1984).
24. Meunier M.T., Duroux E., Bastide P., Plantes médicinales et phytothérapie XXIII, 267 (1989).
  25. Elstner E.F., Kleber E., Flavonoids in biology and medicine, current issues in flavonoids research. National University of Singapore, Singerpore, pp.227-235, 1990.
  26. Maffei-Facino R., Carini M., Aldini G., Bombardelli E., Morazzoni P., Morelli R. Free Radicals Scarvenging Action and Anti-enzyme Activities of Procyanidins from Vitis vinifera. Arzneim. Forsch. 44, 592, 1994.
  27. Laparra J., Michaud J., Masquelier J., Plantes médicinales et phytothérapie XI, 133, 1977.
  28. Royer R.J. and Schmidt C.L., Sem. Hôp. Paris57, 2009, 1980.
  29. Indena S.p.A., Internal Report (Data on file).
  30. Schwitter B. and Masquelier, OPC in Practise: Bioflavonols and Their Application (Rome Alfa Omega, 1993).
  31. Murray M.T. Flavonoids. In: Encyclopedia of Nutritional Supplements. 1996, USA: Prima Publishing. pp 329-331.
  32. Murray M.T. and Pizzorno J. Encyclopedia of Natural Medicine. Revised 2nd ed. 1998, USA: Prima Publishing. pp 94-95, 323.
  33. Lininger S. eds., A-Z guide drug-herb-vitamin interactions: How to Improve Your Health and Avoid Problems When Using Common Medications and Natural Supplements Together. 1999, USA: Prima Publishing. pp 306.


Copyright © 2000 E-sense Ltd.
99/3-4 Ratanachart Bldg. Moo 8, Km 2.7
Bangna-Trad Rd., Bangkok 10260, Thailand


Reviewed: 1 Jun 2001