.

¡ÃسÒàÅ×Í¡ËÑÇ¢éͻѭËÒÊØ¢ÀÒ¾·Ò§´éÒ¹«éÒÂÁ×Í

 

 

»Ñ­ËÒÊØ¢ÀÒ¾

 

 

 

ปัญหาเกี่ยวกับหลัง

 

คำบรรยาย: โดยปกติแล้วการปวดหลังไม่จัดว่าเป็นโรคหากเป็นเพียงอาการอย่างหนึ่งเท่านั้น การเกิดอาการปวดหลังขึ้นหมายถึงมีความผิดปกติบางอย่างในบางที่ และมักจะไม่รู้แน่ชัดว่าเพราะอะไร ซึ่งนับได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก 30 -40 %ของประชากรเคยมีอาการปวดหลังอย่างน้อยหนหนึ่งและระหว่าง 80 - 90% ของคนที่เคยปวดหลังนี้จะมีประสบการณ์ของการปวดหลัง ในช่วงชีวิตของพวกเขานานพอดูทีเดียว อาการปวดหลังมีผลกระทบได้ทุกเพศและในทุกช่วงวัยตั้งแต่วัยเด้กไปจนวัยชรา แต่เรากลับพบอาการนี้ในหมู่วัยกลางคน สาเหตุที่เป็นไปได้อาจเป็นเพราะการมีความตรึงเครียดของกล้ามเนื้อ หรือบาดเจ็บที่หลัง(ซึ่งอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่เอ็น กล้ามเนื้อ ข้อต่อกระดูกสั้นหลังหรือจานรองกระดูกสันหลัง) การอยู่ในท่าทาง (เช่น เดิน นั่ง ยกของ)ที่ผิดท่า การมีความตรึงเครียดรุมเร้าอย่างหนัก ปัญหาการเสื่อมสภาพของหลัง ปัญหาเกี่ยวกับเท้า การใส่รองเท้าส้นสูงที่จะทำให้เกิดการดันกระดูกสันหลังให้วางตัวผิดรูป ปัญหาทางอารมณ์ การมีโภชนาการไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง หรืออาจเป็นเพราะขาดการออกกำลังกายก็เป็นได้

.

อาการ:

  • ปวดเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • ปวดบริเวณหลังด้านบน คอและบ่า
  • ปวดบริเวณหลังด้านหลัง มีตั้งแต่ปวดไม่มากไปจนถึงปวดทรมานอย่างมาก และไม่สามารถขยับเขยื่อนได้
  • เจ็บแปลบแบบเจ็บๆ หายๆ หรือเจ็บเหมือนมีเข็มมาทิ่มตำ

 

อาการปวดหลังที่มักพบได้บ่อยๆ:

 

 

ก.

ปวดหลังแบบไม่จำเพาะเจาะจง: หลายคนที่เผชิญกับปัญหาปวดหลังแล้วสามารถหายขาดได้ โดยไม่ทราบถึงการวินิจฉัยที่แท้จริง จึงเรียกการปวดหลังแบบนี้ว่าเป็นแบบไม่จำเพาะเจาะจง สาเหตุของอาการนั้นไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ อย่างไรก็ตามการชี้ถึงสาเหตุที่แท้จริงนั้นจำเป็นอย่างยิ่งหากอาการปวดหลังนั้นไม่บรรเทาลงไป

 

ข.

จานรองกระดูกสันหลังเคลื่อน หรือปริ: "จานรองกระดูกสันหลังเคลื่อน" เป็นเพียงแค่ชื่อเรียกเท่านั้น แท้จริงแล้วจานรองกระดูกนั่นไม่ได้เคลื่อนหรือไหลออกมาแต่อย่างไร แต่มันเกิดจากการสึกหรอ การแตกออก หรือปริออกมาของจานรองกระดูกต่างหาก หลังจากเกิดความตรึงเครียดบริเวณกระดูกสันหลัง มักเกิดจากท่าทางในการโก่งงอ การบิดเอี้ยวตัวหรือการยกของที่มีผลให้จานรองกระดูกสันหลังนั้นแตกออกหรือยื่นออกมา จานรองกระดูกส่วนใหญ่ที่ยื่นย้อยออกมา จะเกิดการสึกหรอและเกิดความตรึงเครียดที่กระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของปัยหาปวดหลัง

 

ค.

การปวดเอว (ลำบาโก้): อาการปวดเอวเป็นคำที่ใช้อธิบายปวดถาวร หรือปวดบ่อย ๆ ที่บริเวณหลังส่วนล่างความเจ็บปวดนี้ มีระดับความรุนแรงแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ปวดตื้อไปจนกระทั่งปวดอย่างรุนแรง การปวดแบบนี้เป็นหนึ่งในอาการที่มีรายงานอยู่บ่อย ๆ และมีความถี่ของอาการมากขึ้นไปตามวัย ร่างกายมีกล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่อยู่รอบกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวของเรา ซึ่งเป็นจุดที่เป็นปัญหาเวลาที่เกิดอาการปวดเอว โดยผู้ที่เคยประสบกับปัญหาดังกล่าวจะมีอาการเจ็บปวดอย่างกระทันหันเวลาที่ก้มงอตัว เปลี่ยนท่าจากการนั่งเป็นยืน ขณะหมุนตัวหรือเมื่อต้องยกของหนัก ๆ อาการปวดนี้สามารถกำเริบหรือปวดขึ้นได้เมื่อเราาเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวขึ้น การมีความตรึงเครียดที่กล้ามเนื้อหรือกล้ามเนื้อยึด การอยู่ในท่าทางที่ผิดไม่เหมาะสม ปัญหาน้ำหนักตัวในคนอ้วน และสตรีที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์

 

คำแนะนำ:

  • หลีกเหลี่ยงการนอนบนเตียงที่นุ่ม การนั่งบนเก้าอี้ผิดแบบ การใส่รองเท้าที่ไม่สบายเท้าและการยกของหนัก ๆ
  • ควรมีท่านั่งที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นท่านั่ง ยืน นอน หรือเดิน
  • ตรวจสอบเท้าของคุณว่าเป็นโรคหรือปัญหาที่เท้าหรือไม่ ปัญหาเล็กน้อยที่เท้าเช่น หูดก็มีผลต่อการเดินและแม้กระทั้งหลังของคุณ
  • ความเครียดก็สามารถทำให้ปวดหลังได้ ดังนั้นควรหากิจกรรมที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลาย
  • การออกกำลังกายจำเป็นในการกำจัดอาการขยับไม่ได้หรือติด ๆ ขัด ๆ ของกล้ามเนื้อและช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อที่อ่อนแออีกด้วย

 

วิตามินและสารอาหาร: สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อคนที่มีปัญหาปวดหลังคือ วิตามิน บีรวม ไนอะซิน วิตามิน ซี วิตามิน อี แมกนีเซียม โคโลไมท์ น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส นมผึ้งและกระเทียม (1)

 

การรักษาทางเลือก:

 

  • กดจุด
  • ฝั่งเข็ม
  • อโรมาเธอราปี
  • อยูรวีดา
  • ไคโอแพคทริค
  • สมุนไพร
  • โฮมีโอพาธี
  • การบำบัดด้วยดอกไม้
  • การบำบัดสารอาหาร
  • ออสทีโอพาธี
  • สมุนไพรและยาจีน
  • โยคะ

สิว ( Acne )

 

คำบรรยาย: สิวเป็นความผิดปกติของผิวที่พบได้บ่อยที่สุดในหมู่วัยรุ่น สิวที่เกิดขึ้นในวัยนี้มีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ สิววัยรุ่นหรือสิวหนุ่มสิวสาว และสิวหนองอักเสบ สำหรับสิวชนิดแรกนั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ระหว่างช่วงที่เราก้าวสู้ความเป็นหนุ่มสาว ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มการหลั่งของน้ำมันจากต่อมน้ำมันบนผิวหน้า ต่อมดังกล่าวจะหลั่งสารหล่อลื่นที่เป็นน้ำมัน ที่เราเรียกว่า "ซีบรัม" ออกมาตามรูขุมขนและผม และเมื่อรูขุมขนถูกอุดตันด้วย ซีบรัม ก็จะทำให้เกิดสิวขึ้น สิวที่เกิดขึ้นจากการอุดตันนี้จะพบเห็นได้ในรูปของสิวหัวดำ สิวหัวขาว การบวมแดงอักเสบแต่ไม่มีหัวสิว เหล่านี้ล้วนเป็นสิวที่เกิดขึ้นในระดับผิวหน้าตื้น ๆ เท่านั้น ส่วนสิวอีกชนิดจัดเป็นสิวขั้นรุนแรงกว่าชนิดแรกเพราะมีการเกิดเป็นถุงสิว และกลายเป็นแผลเป็นได้ในภายหลัง สิวในผู้ใหญ่ ช่วงวัยกลางคน หรือตอนสูงอายุนั้นจะแตกต่างจาก 2 ชนิดแรก เพราะสิวของวัยเก๋านี้ มักเกี่ยวข้องกับการขัดหน้า การดื่มแอลกอฮอล์จัด คนวัยทอง (สตรีวัยหมดประจำเดือน) การติดเชื้อเฉพาะที่ การขาดวิตามินบีและความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารซึ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดสิวชนิดเรื้อรังขึ้นได้

 

อาการ:

  • เป็นจุดบวมแดง
  • อาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย กรณีที่มีการติดเชื้อและการอักเสบเกิดขึ้น
  • เกิดเป็นตุ่มหรือหัวสิวที่มีหนองอยู่ภายใน

คำแนะนำ:

  • ให้กำจัดน้ำตาลขัดขาว (น้ำตาลรีไฟน์) และน้ำตาลแบบเข้มข้น (พวกไซรัป) ไปจากอาหารที่คุณรับประทาน
  • หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกนม และอาหารจำพวกเกลือผสมไอโอดีนสูง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือเครื่องสำอางค์ ที่มันและเหนียวเหนอะหนะ
  • ซักปลอกหมอนบ่อย ๆ โดยใช้ผงซักฟอกที่ไม่ผสมสารเคมีพวกสีและน้ำหอม

 

วิตามินและสารอาหาร:

  • วิตามินซี: 500 - 1,000 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง
  • วิตามินอี: 200 - 400 หน่วยสากล (IU) ต่อวัน
  • วิตามินเอ: 10,000 - 25,000 หน่วยสากล (IU) ต่อวัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์)
  • โครเมี่ยม: 200 - 400 ไมโครกรัมต่อวัน
  • สังกะสี: 45 - 60 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ทองแดง: 3 - 4 มิลลิกรัมต่อวัน
  • น้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์: วันละ 1 ช้อนชา
  • เซเลเนี่ยม: วันละ 200 ไมโครกรัม
  • กรดแพนโทเธนิค: 2.5 กรัม สี่ครั้งต่อวัน ติดต่อกัน 2 อาทิตย์ขึ้นไป
  • น้ำมันทีทรี(ใช้ทาภายนอก): ความเข้มข้นขนาด 5-15 %
  • รากต้นเบอร์คอค: วันละ 2-4 มิลลิลิตร (ทิงค์เจอร์)

 

การรักษาทางเลือก

  • กดจุด
  • อะโรมาเธอราปี (การบำบัดด้วยเครื่องหอม)
  • อยูรวีต้า
  • การรักษาด้วยอาหาร
  • สมุนไพร
  • โฮนีโอฟาซี
  • การรักษาด้วยน้ำผักผลไม้
  • รีเฟล็กซ์โตโลจี้
  • การรักษาด้วยวิตามินและเกลือแร่
  • สมุนไพรและยาจีน
  • อิมเมเจอรรี่
  • โยคะ

กรดแอลฟา ไลโปอิค

 

ข้อมูลทั่วไป: กรดแอลฟาไลโปอิค หรือ กรดไลโปอิค เป็นรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า กรดไธออคติค ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติเหมือนกับวิตามิน และนับเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(แอนตี้ออกซิเดนท์) จากธรรมชาติอีกด้วย (1, 8) บางครั้งมีการกล่าวอ้างถึงกรดแอลฟาไลโปอิคว่า เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ครอบจักรวาล (Universal antioxidant) เนื่องด้วยคุณสมบัติพิเศษที่สามารถละลายได้ทั้งในน้ำและในไขมัน (1, 9, 10, 11) กรดไลโปอิคสามารถสร้างขึ้นได้เองในร่างกายของเรา โดยมนุษย์เรามีความจำเป็นที่รักษาระดับของ กรดแอลฟาไลโปอิค ให้สูงเพียงพอต่อร่างกาย เพื่อยังคงรักษาสุขภาพที่สมบรูณ์ (9)

 

แหล่งอาหาร: แม้ว่าร่างกายจะสร้างกรดแอลฟาไลโปอิคได้ แต่ก็จะสร้างในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะนี้เรายังมีความรู้เรื่องแหล่งอาหารของกรดไลโปอิคอย่างจำกัด อย่างไรก็ดีเชื่อกันว่าอาหารที่มีไมโตคอนเดรีย (องค์ประกอบหนึ่งของเซลล์ในร่างกาย) ปริมาณสูง เช่น เนื้อสัตว์ และตับ จะมีกรดไลโปอิคอยู่สูง นอกจากนี้เรายังสามารถพบได้ในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

 

ประโยชน์: กรดแอลฟาไลโปอิคมีส่วนช่วยในการสร้างพลังงานในระดับเซลล์ (2) โดยมันจะทำหน้าที่เป็นโคเอ็นไซม์ (Co-enzyme) ซึ่งจะเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ต้องอาศัยเอนไซม์อีกหลายชนิดในการสร้างพลังงานที่เปลี่ยนจากอาหาร สำหรับไมโตคอนเดียซึ่งถือเป็นโรงไฟฟ้าหรือแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์ ได้มีการแนะนำให้รับประทานกรดแอลฟา ไลโปอิคเสริมสำหรับ :

 

  • โรคเบาหวาน(2, 3, 8)
  • โรคหัวใจ (9)
  • เอดส์ (5, 9)
  • ไตบาดเจ็บ (5)
  • ต้อหินและต้อกระจอ (4, 13)
  • อาการบาดเจ็บในเส้นประสาท (17)
  • ใช้ต้านอนุมูลอิสระและป้องกันการแก่ก่อนวัย (1, 2, 9-12)
  • ช่วยนำวิตามิน ซี และ อี รวมทั้งโคเอนไซม์ คิวเท็น กลับมาใช้ใหม่ (9)
  • ความผิดปกติในการเผาผลาญอาหารที่ตับ (6, 14)
  • ช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ (9, 10)
  • ความตึงเครียดทางกายที่เกิดจากอนุมูลอิสระที่มีองค์ประกอบของออกซิเจนไอออนผสมอยู่ (9, 10)
  • ช่วยในเรื่องความจำ (16)

อาการเมื่อขาด: แม้ว่าในการค้นพบครั้งแรกจะคิดว่ากรดแอลฟา ไลโปอิค เป็นเสมือนวิตามินชนิดหนึ่งก็ตาม แต่จากผลงานวิจัยในระยะต่อมาพบว่า มันสามารถสังเคราะห์ได้ในร่างกายของมนุษย์ และด้วยเหตุนี้มันจึงไม่นับเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย จากเหตุผลนี้จึงทำให้ยังไม่มีรายงานถึงผลของการขาดกรดแอลฟา ไลโปอิค ในมนุษย์แต่อย่างใด

 

 

ขนาดรับประทาน: จากการค้นคว้าวิจัยพิสูจน์ได้ว่า การรับประทานกรดแอลฟาไลโปอิคปริมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลานาน 4 เดือน จะช่วยบำบัดอาการที่เกี่ยวกับความผิดปกติในเส้นประสาทของคนไข้โรคเบาหวานได้ (3) และหากรับประทานวันละ 150 มิลลิกรัมติดต่อกันนาน 1 เดือน จะให้ผลดีในคนที่มีปัญหาความดันในลูกตาจนเกิดเป็นต้อหิน (glucoma) (4) อย่างไรก็ดีมีหมอธรรมชาติบำบัดบางคนแนะนำให้รับประทานในปริมาณต่ำประมาณ 20-50 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระทั่วไป แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ในการพิสูจน์ว่าปริมาณที่รับประทานดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ (12)

 

ผลข้างเคียง: อาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้กรดแอลฟา ไลโปอิคนั้นแทบจะไม่มีเลย แต่อาจทำให้เกิดผื่น หรือมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำได้ในคนไข้โรคเบาหวานถ้ารับประทานมากเกินขนาด (12)

 

ปฎิกริยากับสารอื่น: จากการทดลองในหนูพบว่า การได้รับกรดแอลฟา ไลโปอิคติดต่อกันเป็นเวลานานมาก จะกระทบกระเทือนกับการทำงานของไบโอติน (7, 12) ขณะที่ปฎิกริยาในมนุษย์ยังไม่มีรายงาน ปริมาณของกรดแอลฟา ไลโปอิคที่มีความเข้มข้นต่ำจะช่วยเสริมเสถียรภาพของวิตามิน บี 1 แต่ถ้าหากปริมาณความเข้มข้นของกรดแอลฟาไลโปอิคเพิ่มสูงมาก กลับมีผลต่อการเพิ่มการทำลายวิตามินดังกล่าวแทน(17) นอกจากนี้มันยังสามารถทำงานส่งเสริมกันกับกรดแกมม่า ไลโนเลนิค(GLA)ในการรักษาโรคเบาหวานอีกด้วย (18)

 

กรดโฟลิค

 

ข้อมูลทั่วไป: กรดโฟลิคเป็นสารอาหารในกลุ่มของวิตามินบี ซึ่งถูกจัดลำดับให้เป็นวิตามินบี 9 (1) กรดโฟลิคอาจอยู่ในรูปสารประกอบชนิดอื่นและมีชื่อเรียกต่างๆกันไป เช่น โฟเลท (folate), โฟเลซิน (folacin), แอดซิดัมโฟลิคัม (acidum folicum) และโฟลินไซร์ (folinsyre) (2, 5) กรดโฟลิคมีหน้าที่ในการสังเคราะห์สารพันธุกรรม (DNA) และควบคุมการสร้างกรดอะมิโน (Amino Acids) ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของโปรตีน กรดโฟลิคเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมที่บริเวณลำไส้เล็ก จากนั้นจะถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และในที่สุดจะถูกขับออกจากร่างกายไปกับปัสสาวะในรูปของโฟเลท ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับที่พบในน้ำนมมารดา (2) แต่จากการวิจัยกลับพบว่า ร่างกายสามารถดูดซึมกรดโฟลิคในรูปผลึกได้ดีกว่าโฟเลทในรูปของอาหาร

 

แหล่งอาหาร: โฟเลทสามารถพบได้ในอาหารทั่วไป แต่แหล่งอาหารที่พบโฟเลทหรือกรดโฟลิคได้มากคือ ผักสีเขียว ถั่วต่างๆ ส้ม ยีสต์ที่ใช้ในการผลิตเบียร์และตับ (5) นอกจากพบในอาหารแล้วเรายังพบกรดโฟลิคในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และพบเป็นส่วนประกอบเสริมในผลิตภัณฑ์อาหารหลายอย่าง

 

ปริมาณกรดโฟลิคในอาหารแต่ละชนิด (10)

อาหาร

ปริมาณกรดโฟลิค
(
ไมโครกรัมต่อ100 กรัม)

ยีสต์ที่ใช้ในการผลิตเบียร์

2,400

จมูกข้าวสาลี (วีท เจอร์ม)

310

ข้าวสาลี

260

ถั่วที่มีเปลือกแข็ง

110

ตับหมู

110

ผักใบเขียว

90

เมล็ดถั่วอื่นๆ

80

ขนมปังที่ทำจากข้าวที่ไม่ขัดสี(โฮลมีล)

39

ไข่

30

ขนมปัง

27

ปลา

26

กล้วย

22

มันฝรั่ง

14


ประโยชน์: กรดโฟลิคถือได้ว่าเป็นสารอาหารที่สำคัญตัวหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ใหม่ และมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างโครงสร้างที่แข็งแร็งสมบูรณ์ของเซลล์ เราจะวัดปริมาณของโฟเลทในเม็ดเลือดแดงเพื่อเป็นการทำนายภาวะการตั้งครรภ์ของสตรี (1) ทั้งนี้เพราะว่าการได้รับปริมาณกรดโฟลิคหรือโฟเลทอย่างเพียงพอ จะสามารถป้องกันความพิการทางสมองในเด็กทารกแรกเกิดได้

 

อาการเมื่อขาด: เมื่อมีการขาดโฟเลทจะเกิดความบกพร่องต่อไปนี้

  • ภาวะโลหิตจาง (Megaloblastic anemia หรือ Macrocytic anemia) (1, 2, 3, 5) : ภาวะโลหิตจางชนิดนี้เกิดขึ้นเพราะมีการปล่อยเม็ดเลือดแดงที่ยังไม่โตเต็มที่ออกมาล่องลอยในกระแสเลือด เนื่องจากมีเม็ดเลือดแดงที่โตไม่เต็มที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเม็ดเลือดแดงที่โตไม่เต็มที่นี้จะมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดงปกติที่โตเต็มที่แล้ว
  • ความพิการทางสมอง (Neural tube defect) (3, 5, 6) : คือความผิดปกติในการก่อรูปของระบบเส้นประสาทในกระดูกสันหลังของเด็กแรกเกิด เมื่อแม่ขาดโฟเลท หรือกรดโฟลิคจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองและประสาทต่ำ อันเนื่องมาจากกระดูกสันหลังมีการก่อรูปและปิดไม่สนิท
  • จากการสังเกตพบได้ว่ามะเร็งบางชนิดจะเติบโตได้ดีเมื่อร่างกายขาดกรดโฟลิค (4, 5)
  • ภาวะการมีสารโฮโมซีสเทอีนสูงเกินปกติ (Homocysteinemia) : ภาวะนี้เกิดเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณสารโฮโมซีสเทอีนในกระแสโลหิต สารดังกล่าวเป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ขณะที่เกิดการสันดาปของกรดอะมิโน ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้จะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ไขมันอุดตันในหลอดเลือดสมอง และเกิดโลหิตแข็งตัวเป็นก้อนอุดตันทางเดินของกระแสโลหิตในเส้นเลือดบริเวณรอบนอกตามแขนขา และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอีกที่จะตามมาคือ การมีคอเลสเตอรอสเพิ่มขึ้น ความดันเลือดสูง และเบาหวาน (5)

 

ขนาดรับประทาน: ค่ามาตรฐานที่แนะนำให้ผู้บริโภครับประทานต่อวัน(RDA) สำหรับกรดโฟลิคจะแบ่งตามอายุดังแสดงในตาราง

 

กลุ่มบุคคล

ช่วงอายุ(ปี) / สภาวะ

ปริมาณโฟเลท
(
ไมโครกรัม)

ทารก

0.0-0.5

25

0.5-1.0

35

เด็ก

1-3

50

4-6

75

7-10

100

ผู้ชาย

11-14

150

15 ปีขึ้นไป

200

ผู้หญิง

11-14

150

15 ปีขึ้นไป

180

ตั้งครรภ์

400

ให้นมบุตร 

ช่วง 6 เดือนแรก

280

 

ช่วง 6 เดือนหลัง

260

 

ขนาดรับประทานในการป้องกันโรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงใหญ่กว่าปกติ (Megaloblastic anemia) ในสตรีมีครรภ์คือ 200-500 ไมโครกรัมต่อวัน หากต้องการเพื่อเสริมกรดโฟลิคให้แก่ร่างกายในคนที่ขาดควรรับประทาน 250-1000 ไมโครกรัมติดต่อกันหนึ่งเดือนจนกระทั่งมีการตอบสนองจากกระบวนการสร้างเม็ดเลือดที่สมบรูณ์ แล้วเปลี่ยนมารับประทานในขนาดที่ลดลงเหลือ 400ไมโครกรัมต่อวันแทน (2) โฟเลทเป็นสารอาหารจำเป็นในนมมารดาที่ใช้เลี้ยงทารก จากรายงานแสดงให้เห็นว่าทารกที่ได้รับการเลี้ยงดูให้ดื่มนมมารดาจะได้รับโฟเลทจากนมมารดาปริมาณเฉลี่ย 80 ไมโครกรัมต่อวัน และในสตรีให้นมบุตรจะต้องการโฟเลทเพิ่มในปริมาณ 150-200 ไมโครกรัมต่อวันเพื่อเสริมให้เพียงพอต่อทั้งมารดาและทารก (9)

 

ผลข้างเคียง: โดยปกติแล้วร่างกายคนเรานั้นทนต่อโฟเลท หรือกรดโฟลิคได้ดี มีการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการรับประทานโฟเลท หรือกรดโฟลิคมากถึง 5,000 ไมโครกรัมต่อวันนั้นไม่เกิดผลข้างเคียงในผู้กินเลย (9) ซึ่งนั่นหมายความว่าการรับประทานโฟเลทวันละ 400 ไมโครกรัมย่อมปลอดภัยต่อผู้บริโภค แต่ผลข้างเคียงอาจเกิดขึ้นได้ในรายที่มีการรับประทานโฟเลทมากกว่าค่า RDA 10 เท่าติดต่อกันนานถึงหนึ่งเดือน(1)

 

ปฎิกริยากับสารอื่นๆ: กรดโฟลิคจะทำงานได้ดีเมื่อร่วมกับวิตามินบี 12 วิตามินบี 6 และโคลีน (13) สารอื่นที่มีผลต่อปริมาณกรดโฟลิคในร่างกายคือ ยาระงับอาการชัก ยาคุมกำเนิด ยารักษาวัณโรค แอลกอฮอล์และสารในกลุ่มที่มีฤทธิ์ต่อต้านกรดโฟลิค สารเหล่านี้ล้วนมีผลทำให้เกิดอาการขาดโฟเลทได้ (2)

 

เอกสารอ้างอิง:

 

 

1.

USP DI : 1412-1414.

 

2.

William M. Folic acid. In: Martindale Extra Pharmacopoeia. 1994, Info Access & Distribution Pte Ltd., Singapore, pp.: 1039-1040.

 

3.

Stites T.E. et.al. Kinetic modeling of folate metabolism through use of chronic administration of deuterium-labeled folic acid in men. Am. J. Clin. Nutr. 1997; 65: 53-60.

 

 

4.

Kim Y. et.al. Folate deficiency in rats induces DNA strand breaks and hypomethylation within the p53 tumor suppressor gene. Am. J. Clin. Nutr. 1997; 65: 46-52.

 

5.

Folic acid: A micronutrient worth attention. In: Nutrireview. Issue 4/ 1996: 1-2.

 

6.

Molloy A.M. Thermolabile variant of 5, 10-methylenetetrahydrofolate reductase associated with low red-cell folate: implications for folate intake recommendations. The Lancet. Vol. 349. May 31, 1997: 1591-1593.

 

 

7.

Bailey L.B. Dietary Reference Intakes for Folate: The Debut of Dietary Folate Equivalents. Nutrition Reviews, Vol. 56, No. 10; October 1998: 294-299.

 

8.

Recommended Dietary Allowances. 10th edition, National; Academy Press, Washington, D.C. 1989.

 

9.

Glade M.J. Workshop on Folate, B12, and Choline. Nutrition

แบล็ค โคฮอสช์

 

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cimicifugae racemosae rhizoma (1,2, 3)

 

ชื่อสามัญ: Cimicifuga, Actaeae racemosae radix, Black Snakeroot (1, 2)

 

ข้อมูลทั่วไป: แบล็ค โคฮอสช์ จัดเป็นพืชในกลุ่มไม้พุ่มที่เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศแคนนาดา และสามารถพบได้ในไม้ป่าผลัดใบในเขตอเมริกาเหนือ รากและแง่งตากแห้งจะถูกนำมาเป็นส่วนประกอบทางยา (2, 3) รากที่เป็นผลผลิตที่เก็บได้จากป่าจะมีสีดำสนิท คำว่า "โคฮอสช์" มาจากภาษาท้องถิ่นของชาวอินเดียแดงแอลกองดิน (Algoquin) ซึ่งมีความหมายว่าขรุขระ เนื่องจากรากของพืชชนิดดังกล่าวมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำ (3) ชาวอินเดียแดงพื้นเมืองใช้แบล็คโคฮอลช์ เป็นสมุนไพรในการรักษาและบรรเทาอาการเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ ต่อมาศตวรรษที่ 19 แพทย์ชาวอเมริกันบางท่านได้ใช้มันในการรักษาปัญหาบางอย่าง เช่น อาการไข้ อาการปวดประจำเดือน และการนอนไม่หลับเรื้อรัง (5)

 

ส่วนที่ใช้: ลำต้น แง่งหรือเหง้าใต้ดินและราก (9)

 

ประโยชน์: จากการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า แบล็คโคฮอลช์ ประกอบไปด้วยสารที่มีฤทธิ์เกี่ยวกับทำงานของต่อมไร้ท่อ ซึ่งนับเป็นผลดีอย่างยิ่งในสตรีวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนที่มีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง รวมทั้งมีการเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนลูติไนซิ่ง (6, 15, 18) สารสกัดแบล็คโคฮอลช์จะออกฤทธิ์กระตุ้นให้ผลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน และออกฤทธิ์กดฮอร์โมน ลูติไนซิ่ง อันจะทำให้เกิดประโยชน์กับสตรีที่มีปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่นในสตรีที่ใกล้หมดประจำเดือน หรือสตรีที่ประสบกับปัญหาต่างๆที่เกิดก่อนการมีประจำเดือนในแต่ละเดือน อาการหรือภาวะต่าง ๆ ที่แบล็คโคฮอลช์สามารถช่วยบรรเทาได้

 

 

  • อาการร้อนวูบวาบ ในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือใกล้หมดประจำเดือน
  • การนอนไม่หลับเรื้อรั้ง
  • ภาวะซึมเศร้า
  • อาการปวดเกร็งขณะมีประจำเดือน
  • การหดเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก

 

ขนาดรับประทาน: ขนาดที่แนะนำให้รับประทานเพื่อผลในการรักษา คือ 2 มิลลิกรัมของสารสกัดมาตรฐาน 27-ดีออกซีอะซีทีน วันละ 2 ครั้ง (8) ซึ่งเทียบเท่ากับ รากแห้ง 1-2 กรัม หรือ สารสกัดด้วยแอลกฮอล์(1:5) ปริมาณ 4-6 มิลลิลิตร หรือ 3-4 มิลลิลิตร ของสารสกัดในรูปของเหลว(1:1) หรือเท่ากับ 250 -500 มิลลิกรัมของผงสกัดแห้ง (4 :1)

 

ความปลอดภัย: จากการทดลองของไลเบอร์แมน (1998) เรื่องการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากสมุนไพรของแบล็คโคฮอสช์ ช่วยลดอาการของคนวัยหมดประจำเดือน พบว่าให้ความปลอดภัยและได้ผลดีในการใช้ทดแทนฮอร์โมนเอสโตรเจน สำหรับผู้ป่วยที่ปฎิเสธที่จะรักษาด้วยฮอร์โมน หรือผู้ที่มีอาการแพ้หรือกลัวผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมน ถึงอย่างไรก็มีรายงานของผลข้างเคียงจากการใช้แบล็คโคฮอสช์ในกรณีที่รับประทานขนาดสูงมาก พบว่าการรับประทานแบล็คโคฮอสช์จนเกินขนาดทำให้มีอาการปวดในช่องท้อง คลื่นไส้ ปวดหัว และมึนงงได้ (1) มีการทดลองจำนวนมากยืนยันว่าสมุนไพรแบล็คโคฮอสช์นี้สามารถรับประทานติดต่อกันได้นานถึง 6 เดือนหลังจากนั้นควรหยุดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มรับประทานใหม่ (19-26)

 

ปฎิกริยากับสารอื่น: ในปัจจุบันยังไม่มีการรายงานเกี่ยวกับปฎิกริยาของสารสกัด Black Cohosh กับยาชนิดต่างๆ และสมุนไพร

 

เอกสารอ้างอิง:

 

 

1.

Bradley PR, ed. British Herbal Compendium, Vol. 1.Bournemouth, Dorset, United Kingdom: British Herbal Medicine Association, 1992: 34-36.

 

2.

BHMA 1996 4th edition.

 

3.

Leung AY, Foster S. Encyclopedia of common Natural Ingredients Used in Food, Drug, and Cosmetics, 2 ed. New York; John Wiley & Sons, 1996: 88-89.

 

 

4.

Castleman M. The Healing Herbs. Emmaus, PA: Rodale Press, 1991: 75-78.

 

5.

Foster S. Herbs for Your Health. Loveland, CO: Interweave Press, 1996: 12-13.

 

6.

Düker EM, Kopanski L, Jarry H, and Wuttke W. Effects of Extracts from Cimicifuga racemosa on Gonadotropin Release in Menopausal Woman and Ovariectomized Rats. Planta Med. 57(5); 1991: 420-424.

 

 

7.

Blumenthal M. The Complete German Commision E Monographs: Therapeutic Guide to Herbal Medicines. USA, American Botanical Council, 1998: 90.

 

8.

Murrar MT. The Healing Power of Herbs. Rocklin CA, Prima Publishing, 1995: 376.

 

9.

Balch JF, Balch PA. Prescription for Nutritional Healing. New York, Avery Publishing Group Inc., 1990: 48.

 

 

10.

Corsano s., Piancatelli G., and Panizzi L. Sulla Acteina, principio attivo dellfActea racemosa. Nota III. Gazz Chim Ital. 99, 1969: 915-932.

 

11.

Radics L., Kajtar-Peredy M., Corsano S. and Standoli L. Carbon-13 NMR Spectra of some Polycyclic Triterpinoids Tetrahedron Lett. 48, 1975: 4287-4290.

 

12.

Piancatelli G. Nuovi triterpini dallfActea racemosa. Nota IV. Gazz.Chim.Ital. 1969, 99, 915-932

 

 

13.

Corsano S., Mellor J.M. and Orisson G. The structure of Cimigenol.Chem.Comm. 1965, (10), 185-186.

 

14.

Linde H. Die Inhaltsstoffe von Cimicifuga racemosa. 5. Mitt: 27-Desoxyacetylacteol. Arch.Pharmaz. 1968, 301, 335-341 [GERMAN/English summary].

 

15.

Jarry H., Harnischfeger G., and Düker E. Studies on the endocrine effects of the contents of Cimicifuga racemosa. 2. In vitro binding of compounds to estrogen receptors. Planta Medica. 1985, 51, 316-319 [GERMAN/English summary].

 

 

16.

Benigni R., Capra C., and Cattorini P.E. 1962 VolI, 310-313

สารสกัดจากเปลือกสน/เปลือกสนสกัด

 

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pinus Maritama

 

ชื่อสามัญ: Pinus pinuster Solander, สนเมอริไทม์ฝรั่งเศล (French maritime pine), สนโคแอสทอล(Coastal pine), Pin des Landes

 

ข้อมูลทั่วไป: ในจำนวนสารแอนตี้ออกซิแดนท์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระนั้น โอพีซี หรือ พิคโนจีนอล หรือบางครั้งก็เรียกว่าโปรแอนโธไซยานิดินส์นั้นจัดอยู่แถวหน้าเลยทีเดียว เพราะได้มีการกล่าวอ้างสรรพคุณว่า สารโอพีซีนั้นมีความสามารถในการเป็นแอนตี้ออกซิเดนท์ได้ดีกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า และดีกว่าวิตามินอีถึง 50 เท่า มีสารสกัดจากพืชที่จัดอยู่ในกลุ่มไบโอฟาโวนอยด์ถูกนำมาค้นคว้าวิจัยและนำมาสู่ท้องตลาดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิคโนจีนอลซึ่งจัดเป็นสารในกลุ่มดังกล่าวด้วย พิคโนจีนอลถูกค้นพบและรายงานถึงสรรพคุณของมันว่ามีความหลากหลายของผลทางชีวภาพ อันได้แก่ การเป็นแอนตี้ออกซิเดนท์และความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระต่างๆ สนเมอริไทม์ฝรั่งเศลนี้มีสารประกอบที่มีประโยชน์อยู่หลายชนิด (9) แต่ชนิดที่น่าสนใจที่สุดคือ โอพีซี โอพีซีที่สกัดได้จากเปลือกสน นับเป็นต้นตำรับที่นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มทำการศึกษา หลังจากได้ข้อมูลจากนักสำรวจชาวฝรั่งเศลว่าเขาและลูกเรือทั้งหลายรอดตายจากการเจ็บป่วย ด้วยโรคลักปิดลักเปิดในระหว่างเดินเรือ ด้วยสูตรยาตำราพื้นบ้านที่ทำจากเปลือกสน (1) ข้อดีก็คือสารโอพีซีนี้ทนความร้อน(18) และละลายน้ำได้ดีมาก ในขณะที่สารในกลุ่มฟลาโวนอยส์อื่นๆมิได้มีสมบัติเช่นนี้ ข้อได้เปรียบของโอพีซีกว่าสารจำพวกฟลาโวนอยส์อื่นก็คือ การมีฤทธิ์อยู่ในร่างกายได้นานและยังไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษอีกด้วย

 

ส่วนที่ใช้: เปลือกไม้

 

ประโยชน์: สารสกัดจากเปลือกสนได้ถูกนำมาศึกษา และพบว่าให้ผลดีต่อการรักษาโรคและภาวะหลายชนิด แต่งานวิจัยที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นการศึกษาที่ทำในประเทศจีน โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Zhigang Ni และคณะวิจัย พวกเขาค้นพบว่า คุณสมบัติในการเป็นแอนติอกกซิเดนท์ในเปลือกสนสกัดนี้ จะช่วยลดปฎิกริยาและการเพิ่มเม็ดสีที่ผิวหนังเมื่อถูกแสงแดด สารโอพีซีในเปลือกสนสกัดสามารถลดขนาด และความเข้มของฝ้าโดยไม่มีผลข้างเคียงกับผิวบริเวณอื่นเลย ยิ่งไปกว่านั้นสารสกัดจากเปลือกสนยังช่วยยับยั้งการก่อมะเร็งผิวหนัง ที่เกิดจากการสัมผัสหรือกระตุ้นด้วยสารเคมีอีกด้วย(19) เปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศสสกัดถูกใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับ

 

 

  • กระ ฝ้าและริ้วรอยบนใบหน้า (21)
  • อาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้า (21, 22)
  • ลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด (22)
  • ความผิดปกติของเส้นเลือด(22)
  • โรคเกี่ยวกับเส้นเลือดดำ
  • ป้องกันโรคหัวใจและไขมันอุดตันสมอง (22)

 

อาการเมื่อขาด: เพื่อที่จะป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ การแก่ก่อนวัย กระ ฝ้า และปัญหาอื่นๆ อันเนื่องมาจากปฎิกริยาออกซิเดชั่น(ปฎิกริยาการเติมออกซิเจน) เราต้องการสารต่อต้านอนุมูลอิสระ(แอนตี้ออกซิเดนท์)อย่างแรง อย่างเช่นเปลือกสนสกัดเป็นต้นที่น่าประหลาดใจก็คือ ไม่มีนักโภชนาการหรือแพทย์ท่านใดจัดให้เปลือกสนสกัดเป็นสารอาหารจำเป็นสำหรับร่างกายเลย แม้ว่าแอนตี้ออกซิเดนท์จะเป็นสารจำเป็นต่อสุขภาพที่สมบรูณ์ของมนุษย์ และรายงานเกี่