เลซิติน

คำบรรยาย: เลซิตินเป็นสารธรรมชาติที่ประกอบด้วยฟอสฟอรัสกับไขมันบางชนิด และวิตามินในกลุ่มวิตามินบี (1-3) ไม่สำคัญว่าเลซิตินประกอบด้วยสารใดบ้างแต่สิ่งสำคัญคือเลซิตินเป็นหน่วยพื้นฐานในทุกๆเซลล์ของสิ่งมีชีวิต (3) ที่สำคัญไปกว่านี้ก็คือเลซิตินนั้นช่วยจับไขมันและคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด (5, 6) ด้วยคุณสมบัติอันน่ามหัศจรรย์ของเลซิติน คือ การที่เลซิตินสามารถละลายในได้ทั้งน้ำและไขมัน (1) เลซิตินจึงละลายอยู่ในกระแสเลือดแล้วคอยจับเอาไขมัน หรือคอเลสเตอรอลที่ล่องลอยอิสระในกระแสเลือดและไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดไว้ ด้วยวิธีนี้ของเลซิตินจึงทำความสะอาดระบบหมุนเวียนโลหิตได้ ส่วนประกอบที่พบมากที่สุดในเลซิตินคือ สารฟอสฟาติดิลโคลีน (phosphatidylcholine) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารอันอุดมไปด้วยสารโคลีน (1, 3, 5) โคลีนจัดเป็นสารประกอบในกลุ่มของวิตามินบี (3, 4) ที่มีความสำคัญคือเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสื่อประสาทในสมองของเราสารดังกล่าวคือ อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) (1, 3, 4)

 

แหล่งอาหาร: เลซิตินสามารถพบได้ในอาหารหลากชนิดจากผลิตภัณฑ์ทั้งพืชและสัตว์ เช่น ซอสถั่วเหลือง ข้าวโพด เมล็ดฝ้าย เรพสีด และพืชบางชนิด รวมทั้งไข่แดง นม สมอง ตับ ไตและกล้ามเนื้อ (1, 3) เลซิตินยังพบขายอยู่ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย เลซิตินที่ทำจากถั่วเหลืองนั้นนับเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย เลซิตินที่ทำจากถั่วเหลืองนั้นนับเป็นผลิตภัณฑ์ที่พบได้ทั่วไปในท้องตลาดมากที่สุด

 

ประโยชน์: จากรายงานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่ศึกษาเกี่ยวกับเลซิตินแสดงให้เห็นว่า เลซิตินเหมาะสำหรับเสริมสุขภาพหัวใจ สมอง และตับ (1-8) เลซิตินมีประโยชน์สำหรับ

 
  • ลดระดับคอเลสเตอรอสในกระแสเลือด (1)
  • นิ่วในถุงน้ำดี( 1, 3)
  • การทำลายตับ (1, 3, 4)
  • ระบบประสาทผิดปกติ (1, 3, 4)
  • การพัฒนาสมอง (1, 4)
  • อาการคลั่งหรือซึมเศร้า (1, 3)
  • ระบบภูมิคุ้มกัน (3, 5, 6)
  • ลดความดันโลหิต(1, 4, 7, 8)

อาการเมื่อขาด: เมื่อกล่าวถึงเลซิตินนั่นหมายถึงสารฟอสฟาติดิลโคลีนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเลซิติน แม้จะยังไม่เคยมีรายงานถึงการขาดเลซิติน แต่งานศึกษาบางชิ้นพบว่า ถ้าร่างกายมีระดับของโคลีนที่ต่ำจะก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงชนิดถาวรและมีปัญหาเกี่ยวกับไตด้วย (1, 3, 4)

 

ขนาดรับประทาน: ขนาดรับประทานที่แนะนำเพื่อบำรุงสมองคือ 1,200 -2,400 มิลลิกรัม(1, 3) ถ้ารับประทานเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอสในกระแสเลือดต้องได้รับวันละ2,400 -3,600 มิลลิกรัม (1, 3) และตามรายงานนั้นจะต้องเพิ่มขนาดรับประทานเป็นวันละ 10 กรัมทีเดียวเพื่อเพิ่มปริมาณของเลซิตินในน้ำดีและรักษาอาการนิ่ว (1)

 

ผลข้างเคียง: จากประสบการณ์ของหลายๆท่านที่รับประทานเลซิตินปริมาณหลายกรัมต่อวันพบว่า มีปัญหาบ้างเกี่ยวกับความอึดอัดในช่องท้อง หรือคลื่นไส้ (3) และปัญหาที่พบในกรณีบริโภคโคลีนมากจนเกินไปคือ การมีกลิ่นตัวคล้ายกลิ่นคาวปลาได้(1, 3)

 

ปฎิกริยากับสารอื่น: เพื่อจะสร้างสารอะเซทิลโคลีน ในร่างกายนั้น เราต้องการฟอสฟาติดิลโคลีน และกรดแพนโททีนิก ( Pantothenic acid ) ด้วย(3)

 
เอกสารอ้างอิง:
  1. Murray M.T. and Pizzorno J. Encyclopedia of Natural Medicine. Revised 2nd ed. 1998, USA: Prima Publishing. pp 299, 283, 481.
  2. Zeisel SH. and Blusztajn JK. Annu Rev Nutr, 1994; 14: 269-96.
3. Lininger S., et al. Lecithin. In: The natural pharmacy. 1998, USA: Prima Publishing. pp 176-177.
  4. Recommended Dietary Allowances. 10 edition 1989, Washington, D.C.: National Academy Press pp: 263-64.
  5. Davis KL., P.A. Berger and L.E. Hollister, N Engl J Med. 1975; 293:152.
6. Jackson IV., et al. Ibid. 1979;136: 1458.
7. Kapp J. et al. J Neurosurg. 1970; 32: 468.
8. Sowar MC. et al. IRCS Med Sci.1981; 9: 459.


Copyright © 2000 E-sense Ltd.
99/4-5 Ratanachart Bldg. 4th Floor, Moo 8,
Bangna-Trad Rd., Bangkok 10260, Thailand


Reviewed: 5 December 2000